Kose Sekkisei Lotion

 

โลชั่นน้ำโสมชื่อดัง ตัวนี้มี Alcohol ในปริมาณสูงจนทำให้ระคายเคืองผิวได้ง่าย ๆ  แต่ก็มีข้อดีที่ว่า มันช่วยทำความสะอาด

ฆ่าเชื้อ กระชับรูขุมขน และช่วยนำพาส่วนผสมต่าง ๆ ซึมลงผิวได้ดีขึ้น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีสภาพผิวค่อนข้างมัน และประสพปัญหาสิว

 

โดยมีส่วนผสมหลัก ๆ ดังนี้

1. Angelica Extract ที่เป็นสารแอนติออกซิแดนท์และมักใส่ในผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง

2. Licorice Extract (Dipotassium Glycyrrhizinate) ที่ช่วยต้านอาการระคายเคืองและช่วยเรื่องปรับผิวขาวได้อยู่ในปริมาณที่น่า ประทับใจ

3. Witch Hazel Extract ก็มีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ ต้านการระคายเคือง และกระชับรูขุมขน

4. Vitamin E เป็นแอนติออกซิแดนท์ กับ Wheat Germ Oil เป็นตัวให้ความชุ่มชื้น

 

 

 

Ingredients :

Water (aqua), Alcohol, Glycerin, Angelica Acutiloba Root Extract, Coix Lacryma (Jobs tears) Seed Extract, Dipotassium Glycyrrhizinate., Hamamelis Virginiana Extract (witch hazel), Melothria Heterophylla Extract, Tocopheryl Acetate, Triticum Vulgare Germ Oil (wheat), Citric Acid, Dl-C12-15 Pareth-8 Phosphate, Ethylhexyl Methoxycinnamate, Polysorbate 80, Sodium Citrate, Sorbitan Sesquioleate, Triethylhexanoin, Ethylparaben, Methylparaben, Propylparaben, Fragrance

เมื่อครั้งพระพิฆเณศถือกำเนิดขึ้น มหาเทพชั้นผู้ใหญ่ 8 พระองค์ก็ได้มาประชุมกัน ณ เขาไกรลาส เพื่อมาประทานพรแด่องค์พระพิฆเณศวร ซึ่งการถวายพระพรนี้เองทำให้องค์พระพิฆเณศมีคุณสมบัติที่เป็นอเนก 8 ประการ
– พระพรหม ประทานพรว่า “พระคเณศ ขอให้นามของเจ้า จงเป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งจักรวาล และขอให้เจ้าจงอยู่ในลำดับแรกของการทำหน้าที่ทั้งหลาย และได้รับการกราบไหว้บูชาจากเทพเทวะทั้งปวง”
– พระธรรม ประทานพรว่า “พระโอรสแห่งพระแม่ปารวตี ขอให้พระองค์ทรงเป็นที่รวมแห่งธรรมะ และคุณงามความดีทั้งหมด ขอให้พระองค์ทรงรอบรู้ในศาสตร์ และศิลป์ทั้งปวง และทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ทรงเป็นผู้ให้การปกป้องคุ้มครอง แก่บริวาร ผู้เคารพบูชาพระองค์ตลอดกาล”
– พระลักษมี ประทานพรว่า “พระคเณศ ที่แห่งใดได้ถวายการบวงสรวงบูชาพระองค์ พร้อมด้วยการท่องสวดภาวนามนต์ ข้าพเจ้าจะเป็นผู้ให้ความร่ำรวยและโชคลาภแก่พวกเขา และขอให้พระองค์ทรงมีคู่ครองที่ดี”
– พระสรัสวตี ประทานพรว่า “พระคเณศ ด้วยพลังอำนาจแห่งความรู้ทั้งหมด ข้าพเจ้าขอให้พระองค์ ทรงมีความจำเป็นเลิศ และขอทรงเป็นผู้ที่มีวิจารณญานสำหรับเหตุการณ์ทั้งหลายเป็นอย่างดี และยุติธรรม”
พระคายะตรี ประทานพรว่า “พระคเณศ ข้าเป็นมารดาแห่งพระเวททั้งหมด ข้าพเจ้าขอให้พระองค์ ทรงเป็นมหาเทพเหนือบรรดาผู้รู้ในพระเวททั้งหลาย”
– พระหิมาลัย ประทานพรว่า “พระคเณศหลานรัก ขอให้เจ้ามีรัศมีสุกสว่างเหมือนดังพระกฤษณะ ด้วยการทำสมาธิมั่นในพระองค์”
– พระเมนคำ (ชายาพระหิมาลัย) ประทานพรว่า “พระคเณศ ข้าพเจ้าขอให้พรแก่พระองค์ ขอให้ทรงมีน้ำพระทัยเมตตาเหมือนข้าพเจ้า ขอให้ทรงเป็นผู้ขจัดอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวง และทรงเป็นผู้สร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่จักรวาล”
– ท้ายที่สุด พระนางอุมาปราวตี ในฐานะพระมารดาได้ประทานพรว่า “ลูกรัก ขอให้เจ้าจงเป็นใหญ่เหนือนักพรตทั้งหลาย เป็นพระผู้ประทานอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ มีความรู้เป็นเลิศและเป็นศูนย์กลางแห่งพรอันยิ่งใหญ่ทั้งหมด ขอให้เจ้าเป็นอมตะ มีทรัพย์มหาศาล และเป็นเทพแห่งความรู้ ความฉลาด และความสำเร็จทั้งปวง”
จะเห็นได้ว่าพรที่พระมหาศรีคเณศได้รับนั้น เป็นเสมือนคุณสมบัติของเทพแต่ละพระองค์ที่มาประทานพร ดังนั้นพระพิฆเณศจึงเป็นมหาเทพที่รวบรวมเอาความศุภมงคล และพรอันประเสริฐจากมหาเทพทั้งปวงไว้ที่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว

“ขนมลาดู” ขนมบูชาพระพิฆเณศ

ลาดู เป็นขนมที่พระพิฆเณศ ทรงโปรดเป็นพิเศษเหนือกว่าของบูชาใดๆ จะเห็นได้จากรูปพระพิฆเณศในพระหัตถ์ของท่านจะถือถาดขนม “ลาดู” อยู่เสมอ พระองค์เองยังได้ประกาศไว้ด้วยว่า “ถ้าผู้ใดถวายบูชาสักการะพระองค์ด้วยขนมลาดู ความปราถนาใดๆ ของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล และผู้นั้นจะได้รับการประทานพรให้สำเร็จตามที่ปรารถนา”

ขนม “ลาดู” เป็นขนมอินเดียโบราณ ซึ่งเริ่มมีการทำขนมชนิดนี้ขึ้นมาเพื่อบูชาองค์เทพบนสรวงสวรรค์ ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 12
ขนมประเภทลาดู (ขนมปั้นทรงกลม) นั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งเบซานลาดู(Besan Ladoo), โมทะกะลาดู(Motichoor Ladoo), ราวาลาดู(Rava Ladoo), แอตต้าลาดู(Atta Ladoo)ฯลฯ ซึ่งขนมแต่ละประเภท จะมีวัตถุประสงค์ในการถวายที่ต่างกันขึ้น อยู่กับองค์เทพที่จะสักการะบูชา สำหรับองค์มหาเทพพิฆเณศนั้น ท่านทรงโปรด “โมทะกะลาดู” เป็นที่สุด

“ลาดู” เป็นขนมที่นิยมทำกันขึ้นเพื่อถวายเหล่าเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนชาวอินเดียจำนวนมาก ตลอดมา ตำนานโบราณหลายแห่งระบุตรงกันว่า ขนม “ลาดู” นี้ เป็นขนมที่องค์มหาเทพพิฆเณศ ทรงโปรดเป็นพิเศษ จึงเกิดการบูชาด้วยขนม ที่ท่านทรงโปรดมากที่สุด สืบทอดกันเป็นประเพณีนับโบราณกาลมา จึงเห็นในรูปภาพพระพิฆเคณศ หรือ เทวรูปของพระพิฆเณศ ในพระหัตถ์ของท่านจะถือถาดขนมอยู่เสมอๆ ก็คือ ขนม “ลาดู” นี้เอง ซึ่งเป็นขนมที่องค์พระพิฆเณศโปรดปรานที่สุด เหนือกว่าของบูชาใดๆ พระองค์เองยังได้ประกาศไว้ด้วยว่า “ถ้าผู้ใดถวายบูชาสักการะพระองค์ด้วยขนมลาดู ความปราถนาใดๆ ของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผล และผู้นั้นจะได้รับการประทานพรให้สำเร็จตามที่ปรารถนา”

การถวายขนมลาดูนั้น ถือเป็นอามิสบูชา คือการบูชาที่มีวิญญาณธาตุเป็นหลักชัย ประกอบด้วยการลดความตระหนี่ถี่เหนียวของตน ที่กล้าสละทาน ถวายขนมซึ่งเป็นสิ่งของอันมีค่าและปราณีตเป็นเครื่องสังเวยให้กับองค์เทพ ผู้ใดกระทำครบทั้งปฏิบัติบูชา คือเป็นคนมีประพฤติดี และอามิสบูชาคือไม่ตระหนี่ มีใจเอื้อเฟื้อ ผู้นั้นย่อมได้รับพรอันมหาศาลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลจักรวาล

ตามความเชื่อของชาวอินเดียนั้น มีน้ำอยู่ 5 อย่างที่เหมาะสำหรับถวายเทพเจ้า เนื่องจากเป็นที่โปรดปรานของพระพิฆเณศ 
น้ำนี้เรียกกันว่า "ปัญจอัมฤต" (ปัน-จะ-อัม-มะ-ริด) อันหมายถึง น้ำวิเศษทั้ง 5 ได้แก่

1. น้ำดื่มสะอาด
2. นมวัวจีด
3. กี หรือเนยใส
4. น้ำผึ้ง
5. นมเปรี้ยว หรือ โยเกิร์ต

 

เคล็ดลับในการบูชาพระพิฆเณศเพื่อขอพรในเรื่องโชคลาภ

ให้บูชาพระแม่ลักษมีควบคู่กันไปครับ พระแม่ลักษมี คือเทวีแห่งความงดงาม ความร่ำรวย และความอุดมสมบูรณ์ พระองค์มักประทานความสำเร็จในการประกอบกิจการ การเจรจาต่อรอง การทำมาค้าขาย การประกอบธุรกิจทุกสาขา ตลอดจนประทานโภคทรัพย์ เงินทอง สมบัติ แก่ผู้หมั่นบูชาพระองค์และประกอบความดีอยู่เป็นนิจ

พระพิฆเณศเคยได้รับพรจากพระเเม่ลักษมีว่า ” หากผู้ใดบูชาพระพิฆเณศ พระองค์จะเป็นผู้ให้โชคลาภและความร่ำรวยแก่คน ๆ นั้น”   การบูชาก็ทำได้ไม่ยากครับ ตั้งพระลักษมีทางด้านขวามือของพระพิฆเณศ อันหมายถึง เทพอำนวยพรให้ประสบความสำเร็จ และเก็บเงินทอง

– บูชาพระพิฆเณศ ก่อน แล้วขอพรพระลักษมีครับ

– พระพิฆเณศ โปรดดอกไม้สีแดงครับ โดยเฉพาะ ดอกชบา ส่วนพระลักษมีโปรด ดอกบัวหลวง ครับ หรือหากไม่สะดวก ดอกดาวเรืองก็ใช้ได้กับเทพทั้ง2 เหมือนกัน

– การถวายของอาจจะถวายเป็นชุดเดียว ก็ได้ครับ เพราะเราบูชาแบบทวิเอกานุภาพ คือการบูชาเพื่อขอพลัง 2 ด้าน เป็นหนึ่งเดียว หรืออาจจะเป็นพระพิฆเณศชุดนึง พระลักษมีชุดนึง ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกครับ

– ประทีป กำยาน ใช้ชุดเดียวกันได้ เพื่อความสะดวก
– ใช้บทสวด ลักษมีคเณศมนตรา ตามด้านล่างนี้ หรือในคู่มือที่ หน้าที่ 5  ก็ได้ครับ

 โอม ศรีม กัม สุภัคยะ กันปัตเย วาร วารดะ สารวาจานัม เม วาษามะเน สวาหะ

      แต่หากจะขอพรในเรื่องของการศึกษาเล่าเรียน หรือเกี่ยวข้องกับศิลปวิทยา ให้บูชาพระสุรัสวดีควบคู่กันไปด้วยครับ  พระสุรัสวตี คือมหาเทวีแห่งศิลปะและปัญญาความรู้ โดยมีความเชื่อกันว่าพระองค์คือผู้ทำหน้าที่ขับร้องขับกล่อมเหล่ามหาเทพ ทรงมีพระสติปัญญาและความรู้เป็นเลิศ ผู้ที่ต้องการความสำเร็จในด้านการเรียนและการศึกษา รวมถึงด้านศิลปกรรมแล้ว ต้องบูชาพระองค์ หากต้องการขอพรให้ประสบความสำเร็จในการเรียน การศึกษา โดยเฉพาะด้านศิลปกรรม การดนตรี แล้วจะต้องขอพรจากพระองค์โดยการถวาย ดอกดาวเรือง นมสด ขนมหวาน และผลไม้    

 

                                                                                                 ฤกษ์บูชา-วันมหาฤกษ์ วันดี ที่ควรถวายขนมลาดู

 

 

 

 

 

 

เพื่อน ๆ เคยเจอไหมครับ ที่เดินไปทางไหน มองไปทางไหน ดูจากสื่อไหน ๆ ที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางค์ลดเลือนริ้วรอย มักจะเป็นผลิตภัณฑ์มาจาก “รกแกะ” แล้วมันดีอย่างไร ? แพงไหม ? ทำอะไรได้บ้าง ? มาผมมาบอกถึงคุณสมบัติหลัก ๆ ของมัน

แกะ

รกแกะ” หรือ Sheep Placenta เป็นโปรตีนเข้มข้นที่สกัดจากรกของ “แกะ”  ด้วยกรรมวิธีที่ละเอียดอ่อน เพื่อสุขลักษณะของขั้นตอนการรักษาคุณค่าของโปรตีน เนื่องจากโปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการสร้างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเพื่อการเจริญเติบโต และซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่อ่อนล้า

โปรตีนสกัดจากรกแกะมีคุณสมบัติเด่น ที่เหมาะสมสำหรับการใช้บำรุงผิวพรรณ ซึ่งเป็นความสอดคล้องทางด้านชีวภาพกับเซลล์ร่างกายคนโดยทั่วไป ประกอบกับคุณลักษณะ ที่สามารถรวมตัวเข้าเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ ส่งผลให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึก หลักธรรมชาติถือ ว่าโปรตีนจากรกที่ให้สารอาหารเพื่อการสร้างและเลี้ยงเซลล์ชีวิตใหม่ให้เติบ โต มีคุณประโยชน์นานาประการต่อผิวพรรณด้วยคุณสมบัติของสารอาหาร กรดอะมิโน และ ภูมิต้านทานตามธรรมชาติ

ดังนั้นโปรตีนจากรกจึงกลมกลืนเข้ากับร่างกายคนทั่วไปได้ และอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว โปรตีนสกัดจากรกแกะได้ผ่านการค้นคว้า ทดลอง และบันทึก เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องของคุณประโยชน์เด่นล้ำนานาประการที่ เติมเต็มคุณภาพของผิวพรรณ ตั้งแต่กระตุ้นการสร้างและผลัดเซลล์ ให้ความชุ่มชื้นและนุ่มนวล ดูแลลึกถึงส่วนของผิวที่ขาดน้ำเพื่อฟื้นฟูสภาพผิวให้คงความยืดหยุ่นตาม ธรรมชาติ ทำให้ผิวพรรณกระชับและเรียบเนียนสดใสอ่อนวัย รกแกะ สามารถซึมซาบลึกถึงรูขุมขนได้รวดเร็วและดีเยี่ยม จึงช่วยเพิ่มความนุ่มนวล สดใสสู่ผิวรวมทั้งยังช่วยแก้ไขข้อบกพร่องและริ้วรอยหยาบกร้าน ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ที่สำคัญยังเหมาะสำหรับผู้ที่ มีผิวแห้ง แพ้ง่าย หรือ Sensitive Skin ผิวคุณจึงดูอ่อนกว่าวัย นุ่มนวลพร้อมช่วยคืนความแข็งแรง และผ่องใสสู่ผิว

ประโยชน์ของรกแกะ

1. กระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ บำรุงเซลล์ผิวหน้าให้เปล่งปลั่ง ลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย

2. ปกป้องสภาพผิวไม่ให้แห้งกร้าน สร้างความกระชับให้กับผิวหน้าดูเต่งตึงขึ้น

3. เสริมสร้างความอ่อนนุ่มละมุนให้กับผิว สัมผัสความอ่อนนุ่มหลังการใช้แค่ 2-3 นาที

4. ลดรอยด่างดำ ฝ้าและกระบนใบหน้า รวมทั้งปรับเซลล์สีผิวให้เรียบเนียนดูสม่ำเสมอ

5. เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับสภาพผิว ช่วยลดอาการบวมบริเวณใต้ดวงตา

6. กระตุ้นการสมานเซลล์ผิวอันเกิดจากแผลต่างๆ รวมทั้งแผลเป็นได้อีกด้วย

7. เพิ่มความสดใสให้กับผิวที่แห้งกร้านจากแสงแดด และ UV

8. สร้างความเชื่อมั่นให้กับผิวหน้าอีกครั้ง และปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นพิษ เพราะรกแกะสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติ

นุ่มละมุนด้วยโมเลกุลของน้ำ เพื่อช่วยดูดซึมและกระชับผิวให้แข็งแรง

9. ลดริ้วรอยหมองคล้ำก่อนวัย

10. ฟื้นฟูสภาพผิวให้บริสุทธิ์ สดใส

11. เสริมสร้าง ดูแล และลบเลือนจุดด่างดำบนใบหน้า

12.สามารถทานได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

*ผู้ชายก็ใช้ได้เพราะว่าผู้ชายมักจะมีผิวหน้าหยาบกร้าน และรูขุมขนกว้างกว่าผู้หญิงเนื่องจากฮอร์โมน….และผู้ชายมักเบื่อหน่ายกับ ขั้นตอนการดูแลผิวที่มีขั้นตอนมากเกินไปดังนั้นการใช้ครีมรกแกะ หรือ เซรัมเพียงขั้นตอนเดียวก็พอแล้ว…สำหรับคุณผู้ชาย

สนับสนุนข้อมูลโดย 3W CLINIC PLACENTA PREMIUM KIT  ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชั้นสูงจากประเทศเกาหลี

http://www.bodysdelightshop.in.th

3W CLINIC PLACENTA PREMIUM KIT

คุณสมบัติของแต่ละผลิตภัณฑ์

Royal jelly หรือ นมผึ้ง

ผึ้งเป็นแมลง….แต่ทำไมถึงมี “ นม”  แล้วสิ่งที่เรียกว่านมผึ้งนั้นคืออะไร ทานเข้าไปแล้วจะได้อะไรหรือจะเป็นอันตรายหรือไม่นั้น วันนี้เรามาทำความรู้จักนมผึ้งกัน

  

นมผึ้งคืออะไร

นมผึ้ง หรือ รอยัลเยลลี่ (Royal Jelly) เป็นสารชนิดหนึ่งที่ผลิตจากต่อมพิเศษข้างศีรษะของผึ้งงานที่ชื่อว่า“ไฮโปฟาริงซ์” ที่อยู่บริเวณส่วนหัวของผึ้งงานที่มีอายุ 5-15 วัน ที่ทำหน้าที่เป็นผึ้งพี่เลี้ยง มีลักษณะเป็นครีมสีขาวคล้ายนมข้น หรือออกสีเหลืองซีด เนื้อข้นเหนียว หวาน มีกลิ่นออกเปรี้ยว และรสค่อนข้างเผ็ดนิด ๆ นมผึ้งคืออาหารสำหรับตัวอ่อนของผึ้งและราชินี ตัวอ่อนของผึ้งงานจะได้รับนมผึ้งเพียง 3 วันแรกที่ออกจากไข่ ขณะที่ตัวอ่อนที่ได้รับคัดเลือกเป็นราชินีจะได้รับนมผึ้งนี้ตลอดชีวิต ซึ่งช่วยบำรุงให้ราชินีผึ้งมีอายุยืนนานกว่า (ราชินีผึ้งมีอายุประมาณ 4-5 ปี ผึ้งงานมีอายุประมาณ 45 วัน) และมีน้ำหนักตัว เป็น 3 เท่าของผึ้งงาน และขนาดใหญ่กว่าถึง 50%  รวมทั้งทำให้ราชินีผึ้งสามารถออกไข่ได้วันละประมาณ 2,000-3,000 ฟอง และจะวางไข่ทุกวันตลอดอายุขัย จึงกล่าวได้ว่า ราชินีผึ้งถูกเลี้ยงให้เป็นราชินีผึ้ง  ไม่ได้เกิดมาแล้วเป็นราชินีผึ้ง     ซึ่งนี่เป็นหลักฐานที่เห็นได้ชัดถึงคุณประโยชน์ของนมผึ้งนั่นเอง ที่เสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกายและการเจริญเติบโต

 

อาณาจักรผึ้ง

องค์ประกอบของนมผึ้ง

จากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่านมผึ้งมีส่วนประกอบ ดังต่อไปนี้

§         น้ำ ประมาณร้อยละ 67-70

§         คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 10-12

§         โปรตีน ประมาณร้อยละ 14-15

§         ไขมัน ประมาณร้อยละ 3-5

ส่วนประกอบที่เหลือประมาณร้อยละ 1-2ประกอบด้วยวิตามิน เกลือแร่ต่าง ๆ รวมถึงฮอร์โมน สารฆ่าเชื้อธรรมชาติบางชนิด และสารประกอบชีวเคมี อะเซตทิลคลอไรด์กับไอโนซิทอล คาร์โบไฮเดรตในนมผึ้งเป็นน้ำตาลธรรมชาติเช่นเดียวกับกลูโคส ฟรุกโตส และซูโครส โปรตีนในนมผึ้งประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายซึ่งมีอยู่ในนมผึ้งอย่างสมดุลย์ สำหรับไขมันในนมผึ้งมีเพียงเล็กน้อย ซึ่งปัจจุบันมีคำแนะนำว่า อาหารเสริมสุขภาพที่ดีต้องมีไขมันเจือปนในปริมาณต่ำ

นมผึ้งอุดมด้วยวิตามินหลายชนิด ที่สำคัญคือวิตามินบี ซึ่งได้แก่ วิตามินบี 1 (ไธอามีน) วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) เนียซิน กรดแพนโททินิก และไบโอติน และยังมีวิตามินบี 6 (ไพริดอกซิน) ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นต่อกระบวนการทำงานของโปรตีน และเชื่อกันว่าเป็นวิตามินต่อต้านความเครียด รวมถึงกรดฟอลิกและวิตามินบี 12วิตามินทั้งสองชนิดสามารถป้องกันโรคโลหิตจางได้

  • คุณสมบัติของ วิตามินบี1  บี2  บี3  บี5  บี6  บี9 และบี 12

วิตามินบี 1  : ต่อต้านความเหนื่อยล้า ลดอาการอ่อนเพลีย กระตุ้นการนอนหลับให้ดีขึ้นและอาการป่วยที่เกิดขึ้นจากการทำงานผิดปกติของระบบประสาท

วิตามินบี 2  : ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของคาร์โบไฮเดรท โปรตีน และไขมัน ดังนั้นจึงช่วยเพิ่มความเร็วในการเปลี่ยนสารเหล่านี้ให้อยู่ในรูปพลังงาน

วิตามินบี 5  : ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ช่วยชะลอการเจริญเติบโตของผมหงอก การขาดวิตามินบี 5 จะส่งผลต่อฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมหมวกไต ส่งผลให้ฮอร์โมนเกิดการผิดปกติ ในผู้ชายพบว่ามีจำนวนสเปิร์มต่ำลง ทำให้เป็นหมันและผมร่วงเป็นต้น

วิตามินบี 6 : ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญโปรตีน ควบคุมความสมดุลของกระแสเลือด โดยการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

 

เกลือแร่ที่มีในนมผึ้ง ได้แก่ แคลเซียม ทองแดง เหล็ก ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ซิลิคอนและกำมะถัน นอกจากนี้ยังมีอะเซตทิลคลอไรด์ (1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักนมผึ้ง 1 กรัม) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นต่อระบบการทำงานของประสาทในมนุษย์ ส่วนประกอบอีกตัวคือสารประกอบชีวเคมีไอโนซิทอล ซึ่งช่วยขจัดไขมันตกค้างในตับ ลดคลอเรสเตอรอลในเส้นเลือด และยังเป็นสารต่อต้านความเครียดอ่อน ช่วยบำรุงรักษาเส้นผม

  • เป็นแหล่งให้พลังงานที่เต็มประสิทธิภาพตลอดวัน

ผลทางชีวภาพของนมผึ้ง

  1. ผลทางกระตุ้นชีวภาพ เพิ่มอัตราการดูดซับอาหารและออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง

และเพิ่มอัตราขับถ่ายของเสียและคาร์บอนไดออกไซด์

การรับประทาน :

–       รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที  จะเรียกน้ำย่อยรู้สึกอยากอาหาร

–       รับประทานหลังอาหาร  จะกระตุ้นการใช้อาหารและเผาผลาญให้พลังงานที่สมบูรณ์

–       รับประทานก่อนนอน  มีผลทางซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉง เตรียมพร้อมสู้งานหนักในวันรุ่งขึ้น

2.  ผลต่อฮอร์โมน กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและชายให้ได้สมดุลย์   และเพิ่มสมรรถภาพทางสร้างสเปริม์ และช่วยการสุกของไข่ในสตรีมีประจำเดือนมาไว และหมดประจำเดือนช้า ช่วยให้คงความสาวได้นานกว่าปกติ ในผู้ชายจะเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้คงอยู่ได้นาน

3.  ผลทางการสร้างเม็ดเลือดและความแข็งแรงของกระดูก ในเด็กเล็กและคนสูงอายุจะเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก และช่วยการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น ช่วยดูดซับอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น

4.  ผลต่อระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยให้หัวใจเต้นดีขึ้น ทำให้สูบฉีดโลหิตหมุนเวียน ผ่านสมอง ปอด ตับ ไต และแขนขาได้ดีขึ้น คนสูงอายุหรือผู้ป่วยจะรู้สึกอบอุ่นและสดชื่น

5.  ผลต่อเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิต้านทาน จะเสริมสร้างเม็ดเลือดขาวทุกส่วนให้สมบูรณ์ เพิ่มความต้านทาน และขจัดพิษหรือทำลายเชื้อโรคได้ดีขึ้น พร้อมทั้งฟื้นฟูสมรรถภาพของเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายหลังเจ็บปวยหรืออุบัติเหตุ

6.  ผลต่อระบบเมตาโบลิซึม ควบคุมการเก็บและการใช้น้ำตาล โปรตีน และไขมันในเลือดให้ปกติ ควบคุมแร่ธาตุ และอิเล็กโตไลท์ในเลือดให้สม่ำเสมอ การทำงานของระบบกล้ามเนื้อ และประสาทต่าง ๆ ทั่วร่างกายเป็นไปตามปกติ

7.  ผลต่อการสร้างเซลส์ใหม่และเนื้อเยื่อใหม่ ควบคุมการสร้างเซลส์และเนื้อเยื่อที่ฉีกขาด สึกหรอให้ฟื้นคืนสภาพได้รวมเร็วขึ้น ขจัดเซลส์เก่าที่ตายไปตามวงจรชีวิต ป้องกันการเกิดเซลส์ผิดปกติ เช่น เซลส์มะเร็ง

8.  ผลต่อการลดการอักเสบของข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ   มีผลเหมือนสารสเตียรอยด์ แต่อันตราย และผลข้างเคียงไม่มี จึงได้ผลดีในการใช้ร่วมกับยาของแพทย์สำหรับการรักษาการอักเสบของบาดแผล หรือปวดข้อและปวดกระดูกเรื้อรัง

9.  ผลต่อการทำให้มีชีวิตที่ยืนยาว เนื่องจากผลโดยส่วนรวมทำให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดี มีสมรรถภาพมากขึ้นและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ   ทำให้ชีวิตคนเรายืนยาวขึ้น

10. ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกันและความต้านทานโรคของร่างกาย

–       มีสารประกอบต่าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายโปรตีน ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน

–       มีปริมาณ 10-HDA***สูง

–       10-HDA*** :  เป็นสารอาหารที่มีเฉพาะในนมผึ้ง หรือรอยัล เยลลี่ เท่านั้น

–       10-HDA***เปลี่ยนเป็นสารที่ช่วยระบบต้านทานโรคในร่างกายมนุษย์ ป้องกันอาการเจ็บป่วย และช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย

 

 ข้อบ่งใช้ของนมผึ้งเป็นอาหารเสริมในรายการต่อไปนี้

  1. กระตุ้นให้ผู้ป่วยที่อาการหนัก ขาดอาหารหรือรับประทานอะไรไม่ได้ให้อยากอาหาร และช่วยให้คนไข้หายป่วยเร็วกว่าปกติ
  2. ชาย-หญิงที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
  3. ผู้ที่เป็นหมัน เพราะความไม่สมบูรณ์ของร่างกาย
  4. กระดูกพรุน ผุกร่อน ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกและเส้นเอ็นหรือประสาท เพราะความชราภาพ
  5. ความผิดปกติทางระบบประสาทสมอง เช่น รายอุบัติเหตุทางประสาท สมอง หรือประสาทชา สมองมึนงง เพราะขาดอาหารและออกซิเจน หรือความจำเสื่อมในวัยชรา
  6. โรคผิดปกติเกี่ยวกับเม็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือด
  7. ผู้ที่มีสัญญาณริ้วรอยก่อนวัย
  8. ผู้ที่มีความจำเสื่อม
  9. ผู้ที่มีผิวแห้ง
  10. โรคเมตาโบลิซึมผิดปกติ เช่น ระบบย่อย ระบบขับถ่าย ระบบสรรค์สร้างและทำลายของร่ายกายไม่ปกติ เช่น ต่อมธัยรอยด์เป็นพิษ เกาท์ ความดันสูง หัวใจ เบาหวาน เบาจืด ไขมันในเลือดสูง
  11. โรคผิดปกติเกี่ยวกับระดับฮอร์โมนเพศไม่ได้สมดุลย์ เช่น ปวดศีรษะข้างเดียว ปวดประจำเดือน เป็นสิวมาก เป็นหมันหรือแก่เกินวัย เครียดในวัยใกล้หมดประจำเดือน
  12. โรคระบบภูมิต้านทานอ่อนแอหรือไม่มี เช่น โรคภูมิแพ้ เป็นหวัดได้ง่าย โพรงจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เสริมการรักษาของแพทย์ในรายที่เป็นโรคเริม โรคเอดส์ และโรคมะเร็ง

โกจิเบอร์รี่ [Goji Berry / Wolf Berry]

ที่ใครต่อใครเอามาทำน้ำเพื่อสุขภาพและอาหารเสริมต่างๆ ที่มีราคาแพงๆ ที่จริงแล้ว มันก็คือ…

“เก๋ากี้” ที่เราเอาไว้ต้มน้ำแกงกินมาตั้งแต่เกิด มันคือเรื่องจริงเหรอนี่ ?

โกจิเบอร์รี่ [Goji Berry / Wolf Berry] หลังจากที่ผมไปค้นใน Google & WiKiPedia มา สรุปใจความได้ว่า

โกจิเบอร์รี่ [Goji Berry] เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycium barbarum ที่คนขายอาหารเสริม น้อยมากที่จะบอกว่ามันคือ “เก๋ากี้”

Goji Berry จึงกลายเป็นคำที่สามารถ Upgrade สินค้าเพื่อ Up ราคาได้เลยนะนั่น

สรรพคุณ : ประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ดวงตามีความกระจ่างใส ลดความดันโลหิต สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

ช่วยลดอาการตาฝ้าฟาง และกระหายน้ำในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ชะลอความแก่ บรรเทาความเหนื่อยล้ากำจัดพิษ

บำรุงระบบสืบพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก

Supplement Fact

เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ทําไมดาวจรัสฟ้าแห่งวงการมายาฮอลลีวู้ดหลายๆ คนถึงไม่ยอม แก่ลงเลย

ไม่ว่าจะเจอสักกี่ปีก็เหมือนหยุดอายุผิวให้คงอ่อนเยาว์ กระจ่างใสได้ตลอดเวลา เคล็ดลับของพวกเธออยู่ที่

ผลไม้สีแดงลูกเล็ก ๆ อย่าง “ผลโกจิเบอร์รี่” ที่เรียกได้ว่าจิ๋วแต่แจ๋ว เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าของ “สารแอนติออกซิแดนท์”

“ผลโกจิเบอร์รี่” เป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย

จึงไม่ใช่เรื่อง แปลกหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อของโกจิเบอร์รี่มาก่อน เพราะถึงแม้ว่าผลไม้ดังกล่าวจะเป็นยาโบราณที่สําคัญ

ที่ใช้ในประเทศเอเชียมาหลายชั่วอายุคนก็ตาม แต่ความลับด้านประโยชน์ทางโภชนาการของผลดังกล่าวยังคงเป็นความลับ

ที่ชาวโลก ส่วนมากยังไม่ทราบ

“ผลโกจิเบอร์รี่” แต่ละลูกประกอบด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิด ธาตุอาหาร 21 ชนิด มีโปรตีนมากกว่าโฮลวีท มีสารแอนติออกซิแดนท์คาโรทินอยด์อีกจํานวนมาก

รวมทั้งวิตามินซีที่มีระดับสูงกว่าผลส้ม ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโกจิเบอร์รี่ ซึ่ง เอนไซด์ของผู้หญิงไทยที่พบว่าผิวอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง

เป็นสิ่งที่ผู้หญิง ทุกคนปรารถนาติดอันดับต้นๆ และร้อยละ 85 ของผู้หญิงเชื่อว่าปัญหาผิวสามารถชะลอและ ป้องกันได้

กรดแอลฟาไลโปอิค (Alpha lipoic acid–ALA)   คืออะไร

กรดแอลฟาไลโปอิค (Alpha lipoic acid–ALA) หรือบางคนรู้จักในชื่อ Thioctic acid มีชื่อทางเคมี คือ 5-(1,2-dithiolan-3-yl) pentanoic acid , เมต้าวิตามิน (meta vitamin) เป็นกรดไขมัน ต้านอนุมูลอิสระ ที่ร่างกายสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือภาวะอ่อนแอ ทำให้การสร้างลดลง

โครงสร้างทางเคมีของ Alpha Lipoic Acid

ALA พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด มีปริมาณเล็กน้อย สามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้สูง และช่วยซ่อมสร้างวิตามินซี และอี ตลอดจนโปรตีนที่ถูกอ็อกซิไดส์ได้ด้วย  มีคุณสมบัติพิเศษคือ ละลายได้ทั้งในน้ำ และน้ำมัน จึงสามารถดูดซึม แทรกซึมเข้าสู่เซลล์ทั่วร่างกาย ตลอดจนผ่านแนวกั้นในสมอง (blood brain barrier) ได้ดี ทำให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

พบ ALA ได้ในมันฝรั่ง เนื้อแดง เครื่องใน ยีสต์ ผักโขม ผักปวยเล้ง และตับ แต่อาจไม่เพียงพอเพื่อผลการรักษา บางคนจึงต้องใช้เสริมจากภายนอกในการบำบัดโรคต่างๆ

นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิก ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “Universal Antioxidant” และ “Drug of Future” เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่แรง และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินซี, อี, Glutathione หรือ Co-enzyme Q10 ให้กลับมาอยู่ในรูปที่ใช้งานได้อีก หลังจากที่ใช้ในการกำจัดอนุมูลอิสระไปแล้ว ด้วยคุณสมบัติของกรดอัลฟาไลโปอิก คือ สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน สามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในชั้นลึกสุดของเซลล์ระดับ DNAจึงสามารถแทรกซึมไปชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ทั่วเซลล์ในร่างกาย ในขณะที่สารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น CoQ10 ที่ละลายได้เพียงในส่วนน้ำมันในร่างกาย ทำให้กรดอัลฟาไลโปอิคมีคุณสมบัติเหนือกว่า 4-5 เท่า และมีฤทธิ์แรงกว่า วิตามินอี และวิตามินซี 50 เท่า

 

ประโยชน์ต่อร่างกาย 

1. ALA มีขนาดโมเลกุลและภาวะแขนคู่ ที่เคลื่อนตัวได้คล่อง และพร้อมให้อิเลคตรอนได้ง่าย ทำให้ละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งช่วยส่งเสริม หรือซ่อมสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เช่น วิตามินซี วิตามินอี กูลตาไธโอน โคคิวเทน ให้กลับมาใช้งานซ้ำได้ หรือเป็นสารทดแทนกรณีสารต้านอนุมูลอิสระใดขาดแคลนไป มีบทบาทได้ทั้งภายในเซลล์ และที่เยื่อหุ้มเซลล์

2. ALA ทำงานส่งเสริมอินซูลิน ในการช่วยกวาดเก็บ นำมาใช้ และเก็บกักน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาที่แสดงว่า oxidative stress มีผลในการเกิดอาการดื้อต่ออินซูลิน ที่เซลล์กล้ามเนื้อ แต่เมื่อเซลล์ได้รับ ALA จะได้รับการปกป้องจากอนุมูลอิสระได้ ALA ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานตอบสนองต่ออินซูลิน บทบาทที่เพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน ต่อน้ำตาลในเลือด ทำให้ใช้บำบัดผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน

3. Diabetic neuropathy ประสาทถูกทำลายเนื่องจากเบาหวาน จากน้ำตาลในเลือดสูง หรือ oxidation ต่อเส้นประสาทนั้น วิตามิน B12  ช่วยไม่ได้มาก แต่ALA ใช้ได้ผลดีจากการที่ ALA มีส่วนร่วมในเมตาโบลิซึมของพลังงาน ช่วยการไหลเวียนเลือดตามหลอดเล็กๆ (เช่น เส้นที่ไปเลี้ยงเส้นประสาท) ดีขึ้น แล้วยังช่วยให้การใช้น้ำตาลในเลือดดีขึ้นด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ นอกจาก ALA แล้ว ก็ยังมีวิตามินอี และ Capsaicin ที่ได้จากพริก

ALA มักเป็นแคปซูล ขนาด 100 – 200 มก. แต่ขนาดที่ควรใช้คือ 600 – 800 มก. มีการศึกษาระบุว่าควรทาน 1800 มก.x 3 สำหรับกรณีที่รุนแรงเช่นนี้

ประโยชน์หลักของ ALA คือ ใช้รักษาอาการปวดและชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า จากระบบประสาทถูกทำลาย ซึ่งอาจเกิดจากอนุมูลอิสระทำลายเซลล์ประสาท เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ เกิดการเติมออกซิเจน (oxygenation) รวมทั้งอาการประสาทเสื่อมจากเบาหวาน ต้านการอักเสบ

4. จับตัวกับโลหะหนักที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู ปรอท แล้วขับออกจากร่างกาย (Chelation) อีกทั้งคุณสมบัติที่ซึมผ่านแนวกั้นสมองได้ทำให้เชื่อว่าน่าจะมีบทบาทเข้าไปช่วยนำโลหะหนักออกมาขับทิ้ง ผ่านตับ หรือไตได้

5. คุณสมบัติที่เพิ่มระดับกลูตาไธโอนในตับ ช่วยให้ตับขับล้างสารพิษตกค้าง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง

6. ALA ทำงานร่วมกับเอนไซม์ในร่างกาย เพื่อเร่งกระบวนการสร้างพลังงาน และจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรง ช่วยให้อนุภาคที่ไม่เสถียร และเป็นผลร้ายต่อร่างกาย มีสภาพเป็นกลาง ช่วยควบคุมระดับของธาตุเหล็ก และทองแดงซึ่งเป็นแร่ธาตุจำเป็นของร่างกายให้อยู่ในระดับที่พอดี

7. ALA ช่วยปกป้องตับมิให้ถูกอนุมูลอิสระทำลาย ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีการใช้สารนี้รักษาตับอักเสบ ตับแข็ง และโรคตับอื่นๆ รวมทั้งสารพิษตะกั่ว หรือโลหะหนักอื่นๆ และสารเคมีจาก อุตสาหกรรม เช่น carbon tetrachloride

8. ในสัตว์ทดลองยังพบประโยชน์ของ ALA ช่วยยับยั้งต้อกระจก เพิ่มความจำ และปกป้องเซลล์สมองจากการขาดเลือด มีบางข้อมูลชี้ว่า ALA ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสจากคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกัน และการทำงานของตับ ช่วยชะลอการเกิดหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวาน

9. การศึกษาผลของ ALA ในอัลไซเมอร์ และพาร์คินสัน บ่งชี้ว่า ALA น่าจะมีประโยชน์

10. ตลอดจนใช้คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเรื่องอ่อนเพลียเรื้อรัง สะเก็ดเงิน ซึ่งรุนแรงจากอนุมูลอิสระ

11. พบว่า  ALA  ช่วยป้องกันการกระตุ้นอองโคยีน (oncogene) ซึ่งเป็นยีนควบคุมการเกิดมะเร็ง จากอนุมูลอิสระ และสารก่อมะเร็ง

12. อาการปวดแสบร้อนในปาก เหมือนกินพริก เข้าใจว่าอารมณ์แปรปรวนในวัยทอง การลดลงของฮอร์โมน หรือมีโรคของระบบประสาท หนึ่งในสามเกิดหลังทำฟัน การติดเชื้อยีสต์ (candida albicans) การขาดวิตามินบีต่างๆ และสังกะสี พบว่าการให้ ALA ชนิดออกฤทธิ์ช้าๆ ช่วยลดอาการได้

เข้าใจว่า ALA ไปทำลายอนุมูลอิสระที่กดดันประสาท และเพิ่มความเร็วของสัญญาณประสาท  ALA   เคยใช้กับการเจ็บปวดร้าวของประสาทไซอาติก (sciatic pain) ได้ผล จึงนำมาใช้กับอาการแสบร้อนในปาก  มีการทดลองให้ ALA เทียบกับยาหลอก พบว่า 97% มีอาการดีขึ้น, 74% ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด, 13% หายขาด, 10% ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ในขณะที่กลุ่มยาหลอกมีอาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย 40% การติดตามผล 1 ปีให้หลัง พบว่ากลุ่มที่ได้ ALA 3 ใน 4 มีอาการดีขึ้นในระดับที่ดี ส่วนกลุ่มยาหลอกกลับมีอาการแย่ลง

13. อาวุธใหม่ในการลดน้ำหนัก มีงานวิจัยว่า ALA มีผลอย่างไรกับเอนไซม์ APK (activated protein kinase enzyme)  ซึ่งพบในสมองส่วนไฮโปทาลามัส น่าจะมีหน้าที่สำคัญต่อความอยากอาหาร APK เพิ่มขึ้นเมื่อ เซลล์ต้องการพลังงานมากขึ้น ซึ่งอาจไปเพิ่มความอยากอาหาร  คนอ้วนส่วนมากไม่ตอบสนองต่อ Leptin ซึ่งนำมาใช้เป็นฮอร์โมนต่อต้านความอ้วน แต่ ALA พอที่จะให้ความหวังได้ โดยสัตว์ทดลองมีอัตราเผาผลาญสูงขึ้นด้วย กลูโคสและไขมันถูกเผาผลาญมากขึ้น

ในกรณีเบาหวาน ที่ดื้ออินซูลิน ย่อมดีขึ้น โดยลดการสะสมของไขมันที่กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมันที่ไมโตคอนเดรีย เป็นตำแหน่งที่ ALA ทำงานในฐานะปัจจัยร่วม(Co factor)ในการย่อยกลูโคสและไขมัน ALA เป็นตัวช่วยวิตามินทุกชนิด เช่น ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน กรดแพนโธทีนิค และไนอาซิน ในการเปลี่ยนคาร์โบฮัยเดรท โปรตีน และไขมันจากอาหารให้กลายเป็นพลังงาน

ALA เป็นปัจจัยสำคัญใน internal cellular burn หรือการเผาผลาญภายในไมโตคอนเดรีย จึงช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญของเซลล์ เพิ่มพลังงาน และความสามารถในการซ่อมแซมของเซลล์

14. โรคประสาทที่ไม่ได้มาจากเบาหวาน ALA ก็น่าจะมีบทบาทจากการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวยง อีกทั้งไปเพิ่มระดับกลูตาไธโอนภายในเซลล์ ทำให้ช่วยซ่อมเซลล์ประสาทที่ถูกทำลายเสียหายให้ฟื้นกลับมาใหม่ การไม่เป็นพิษของ ALA จึงน่าจะผสมผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมโภชนาการ ร่วมกับวิตามินบีรวม แมกนีเซียม และกรดไขมันจำเป็น ยังแนะนำให้ใช้ ALA ในโรค multiple sclerosis อาการพิษจากโลหะหนัก, ต้อกระจก และต้อหิน โรคตับจากพิษสุรา

15. ช่วยเพิ่มระดับสารกลูตาไธโอนในตับ จึงช่วยล้างพิษตกค้างในร่างกายออกไปได้อย่างรวดเร็ว และมีผลต่อการลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง และชะลอความเสื่อมที่ผิวหนังได้ดีเยี่ยม 

16. กรดอัลฟ่าไลโปอิคนอกจากใช้รับประทาน ในต่างประเทศต่างนิยมนำมาผสมในครีมลดริ้วรอย เพราะมีคุณสมบัติชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ดีกว่าสารตัวอื่น มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดขนาดรูขุมขน ลดการทำลายจากรังสียูวีได้ดีเยี่ยม

17. ช่วยลดริ้วรอยทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งมีการทดลองในกลุ่มตัวอย่างยืนยันว่า กรดอัลฟาไลโปอิกช่วยลดริ้วรอยตื้นๆได้มากกว่า 50% อีกทั้งยังทำให้แผลเป็นเนียนเรียบและหายเร็วขึ้น โดยมีการะคายเคืองน้อยกว่า กรดวิตามินเอ (Tretinoin) วิตามินซี และ AHA

 ขนาด และ วิธีการใช้

  • การใช้ปริมาณเล็กน้อย วันละ 20 – 150 มก. มักไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ
  • ขนาดที่ใช้แก้ปัญหาคือ 100 – 200 มก. X 3 ครั้ง / วัน ควรค่อยๆ เพิ่มจากน้อยไปหามาก การใช้ปริมาณมากในทันที อาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดอาการหน้ามืด  เวียนศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน หรือเกิดผื่นแดงตามผิวหนังได้บ้าง หากมีอาการก็ให้ลดขนาดหรือหยุดใช้ได้ แต่ก็น่าจะแสดงว่าร่างกายสนองต่อผลการรักษา
  • แพทย์ผู้รักษาที่เชี่ยวชาญอาจใช้ขนาดสูงได้ถึงวันละ 1800 มก.

ข้อพึงระวัง ยังไม่เคยมีการทดสอบในหญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร การใช้ปริมาณสูงจึงควรระวัง อาจเสริมฤทธิ์ของกรด แกมมา–ไลโนเลนิค (GLA) และ / หรือ acetyl–L–carnitine ให้ผลดีมากยิ่งขึ้น ลดน้ำตาลในเลือดมากขึ้น ทำให้อาจต้องลดขนาดยาที่ใช้ อาจออกฤทธิ์ร่วมกับ T4 ไปชะลอการเปลี่ยนเป็น T3 จึงควรทานห่างกันหลายชั่วโมง

 

  เอกสารอ้างอิง :

1. รีดเดอร์สไดเจสท์ คู่มือฉลาดใช้วิตามินแร่ธาตุ และสมุนไพร ISBN 974-93003-51

2. ศ.นพ.เฉลียว ปิยะชน รู้สู้โรค ISBN 974-409-833-3

3. วารสารอาหาร + สุขภาพ แปลโดย พอ.หญิงศรีนวล เจียจันทร์พงษ์ และคณะ ฉ.97/2545 115/2548, 127/2550

4. นิตยสารใกล้หมอ ก.พ. 2546

คนสมัยนี้ไม่ว่าชายหรือหญิงจำนวนไม่น้อย ที่อยากมีผิวที่ขาว ใส มีออร่า เหมือนดาราเกาหลี จึงทำให้ผลิตภัณฑ์จำพวก ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างใส มีออร่า มีมากมายหลายยี่ห้อ หลายรูปแบบไม่ว่าจะ ฉีด ทาน หรือ ทา และที่แน่นอนคือในผลิตภัณฑ์เหล่านั้นต้องมีส่วนผสมหลักคือ Glutathione (กลูต้าไธโอน) ซึ่งในแต่ละรูปแบบได้ผล และมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน คราวนี้ผมได้รวบรวมข้อมูลให้ทุกคนรู้จักกับ “กลูต้าไธโอน” กันสักเล็กน้อยนะครับ

Glutathione (กลูต้าไธโอน) เป็นพันธะเปปไทด์ของกรดอะมิโน 3 ตัว ได้แก่ ซีสเตอีน กลูตาเมต และไกลซีน กลูต้าไธโอนอยู่ในรูป reduced (GSH) และ oxidized (GSSG) โดย GSSG ถูก reduced ด้วย Glutathione reductase สาร ascorbic acid จะเพิ่มการออกฤทธิ์ของ GSH ซึ่ง alpha lipoic acid (ALA) เพิ่มการออกฤทธิ์ของกลูต้าไธโอนอาจกลับมาเป็น GSSG

ลักษณะของกลูต้าไธโอน

  • กลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระภายในเซลล์พบมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซลล์ตับ (จนถึง 5 mM)
  • กลูต้าไธโอนถูกสังเคราะห์โดย Glutathione synthase โดยการใช้กรดอะมิโน 3 ชนิด : L-cysteine, L-glutamate และ glycine
  • ตามธรรมชาติมี 2 รูปแบบ ได้แก่ reduced Glutathione (GSH) และ oxidized Glutathione disulphide (GSSG)
  • อำนวยความสะดวกต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน
  • เป็นสาร mitochondrial antioxidant
  • เป็นสาร co-factor/ เอนไซม์ใน phase I enzymatic detoxification pathway
  • Phase II detoxification pathway
  • การป้องกันระบบประสาท

การลดลงของกลูต้าไธโอน

  • แสดงให้เห็นเด่นชัดอย่างเฉียบพลันในการขาดกลูต้าไธโอนเมื่อรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด
  • ผลของการลดลงของกลูต้านี้เกิดใน hepatocyte ชักนำให้ตับวายและเสียชีวิตได้
  • การขาดกลูต้าไธโอนเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางภูมิคุ้มกัน เพิ่มการเกิดเนื้อร้าย และในกรณีโรคเอดส์ อาจเร่งให้เกิดโรคขึ้นมาได้
  • การขาดกลูต้าไธโอนเป็นผลใน tissue oxidative stress สามารถเกิดโรคได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็น G6PD (glucose 6-phosphate dehydrogenase deficiency) ทำให้เกิดปริมาณ NADPH และ reduced Glutathione ลดลง
  • Oxidative stress เป็นสาเหตุให้ขาดกลูต้าไธโอนใน fragile erythrocyte membranes

ข้อบ่งใช้และการใช้ประโยชน์

  • รักษาพิษจากยาพาราเซตามอล
  • ใช้เบื้องต้นสำหรับ : มะเร็งบางชนิด โรคไขมันอุดตันที่ผนังหลอดเลือด (atherosclerosis) โรคเบาหวาน ปอดมีความผิดปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคปอดอุดกั้น สูญเสียการได้ยินเนื่องมาจากเสียง ผู้ชายที่เป็นหมัน ป้องกันหรือทำให้พิษดีขึ้น ต้านเชื้อไวรัส ยากำพร้าในการรักษาเอดส์ที่สัมพันธ์กับภาวะขาดสารอาหาร

ผลข้างเคียงจากการรับประทาน

  • ผิวหนังแดง
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • หอบหืดเฉียบพลัน
  • อาจเกิด anaphylactic reaction จากการปนเปื้อนหรือความไม่บริสุทธิ์

ข้อห้ามและควรระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่แพ้ยาฉีดกลูต้าไธโอน
  • ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ที่มีอาการภูมิแพ้, หอบหืด

สิ่งที่ทำให้ขาดกลูต้าไธโอน

  • การสูบบุหรี่
  • ดื่มแอลกอฮอล์
  • คาเฟอีน
  • ยาพาราเซตามอล
  • ยา
  • ออกกำลังกายหนัก
  • รังสี X Y และยูวี
  • Xenobiotics
  • Estradiol

บทบาทของกลูต้าไธโอนที่ใช้ในยาแผนปัจจุบันและยาแผนทางเลือก

  • พิษจากยาพาราเซตามอล
  • โรคมะเร็ง
  • xenobiotics detoxification
  • โรคพาร์คินสัน
  • โรคอัลไซเมอร์
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน เอดส์ ต้านเชื้อไวรัส เชื้อ herpes simplex virus type I
  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
  • สูญเสียการได้ยินเนื่องจากเสียง
  • ผู้ชายที่เป็นหมัน
  • ออทิสติก
  • โรคเหนื่อยเรื้อรัง
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
  • ความดันโลหิตสูง
  • metabolic syndrome
  • autoimmune thyroiditis

กลไกการออกฤทธิ์ของกลูต้าไธโอน ที่ทำให้ผิวขาวขึ้น

กลไกการออกฤทธิ์ของกลูต้าไธโอน ที่ทำให้ผิวขาวขึ้น

การที่ผิวขาวขึ้นนั้นเกิดจากกระบวนการสร้างเมลานิน โดย Glutathione ไปลดการสร้างโดยการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และกระตุ้นให้สร้าง Phaeomelanin (สีอ่อนขาวชมพู) มากกว่า Eumelanin (เมลานินสีคล้ำ) ผลของ Glutathione ในเรื่องความขาวก็ต้องขึ้นกับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วก็เห็นผลไว แต่หากมีสีผิวคล้ำเดิมต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนใหม่ และเซลล์ผิวเก่าที่มีสีคล้ำผลัดหมดก่อน หากคล้ำมากอาจใช้เวลาเป็นปี

 

การรับประทานกลูต้าไธโอนเพื่อให้ผิวขาวขึ้น ตามหลักวิชาการควรรับประทานอย่างไร ?

ขนาดที่รับประทานคือ 20-40 mg/kg/day แบ่งให้ 2-3 ครั้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าคนหนัก 50 กิโลกรัม ถ้าจะทานเพื่อให้ผิวขาวจะต้องทานวันละ 1000-2000 mg. ซึ่งดูแล้วก็หนักเอาการไม่น้อยนะครับ กับการรัปประทานกลูต้าไธโอนเพื่อให้ผิวขาว เดือนๆนึงก็ตกหลายบาทอยู่เหมือนกันนะครับ

แต่เราก็มีวิธีที่จะประหยัดลงได้ก็คือ ให้รับประทานเพียงวันละ 10 mg/kg/day แล้วให้ทานสาร antioxidize อื่นๆคู่กันด้วย เช่นVitamin C หรือ Vitamin E ซึ่งหากทานวิตามินซีคู่กับกลูต้าไธโอนจะต้องรับประทานเป็น 2 เท่าของกลูต้าไทโอนครับ

แต่ในปัจจุบนพบว่ามีสารชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยให้การทำงานของ กลูต้าไธโอนทำงานได้ดียิ่งขึ้นคือ Alpha Lipoic Acid (ALA) 200 mg. (รายละเอียดอ่านบันทึกต่อไปนะครับ)

ส่วนช่วงเวลาไหนในการรับประทานที่จะทำให้กลูต้าไธโอนถูกดูดซึมดีที่สุด ?

ก็คือ ตอนท้องว่าง ซึ่งคนเราจะท้องว่างจริงๆก็คือ ตอนตื่นนอนใหม่ๆ และตอนก่อนจะนอนครับ แต่ถ้าหากไม่สะดวกช่วงเวลานี้ ก็ทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาทีได้ครับ หากจะทานคู่กับวิตามินซีในตอนท้องว่างก็ได้ครับ เพราะวิตามินซีก็ดูดซึมดีที่สุดตอนท้องว่างเหมือนกันครับ แต่วิตามินซีมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร แสบท้อง กัดกระเพาะนั่นเองครับ หากต้องทานเป็นเวลานานๆ หรือ หากเป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว หรือ เริ่มมีอาการดังกล่าวก็ให้เปลี่ยนมากินหลังอาหารแทนครับ เฉพาะวิตามินซีนะครับ กลูต้าไธโอนก็ทานตอนท้องว่างเหมือนเดิมครับ

หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า น้ำมันรำข้าว มาพอสมควรนะครับ เพราะว่าในตลาดกำลังเป็นที่นิยม เนื่องจากว่าเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณสมบัติหลายอย่างที่เหมาะกับคนในยุคปัจจุบัน ช่วยในเรื่องฟื้นฟูระบบหลักของร่างกายทั้ง 5 ระบบ

นํ้ามันรําข้าว  คือ น้ำมันพืชที่ผลิตจากน้ำมันรำข้าวดิบ ซึ่งสกัดจากรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า มีกรดไขมันอิ่มตัว 18% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37% น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C)

ประโยชน์ของน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว 

1. ป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดตีบตัน ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Gamma-Oryzanol, Phytosterol, Tocopherol, Tocotrienol,Oleic Acid (Omega 9) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น

– ช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL-Low Density Lipoprotein)

– ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

– ช่วยเพิ่มระดับของ HDL.(High Density Lipoprotein) ซึ่งเป็นคลอเรสเตอรอลที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีผลทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกายทำงานเป็นปกติ อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ,สมอง,ตับ,ไต ฯลฯทำงานได้ดีขึ้น ทำให้สามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

และกลุ่มโรคหลอดเลือดตีบตันได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด,หัวใจวาย ,อัมพาต,อัมพฤกษ์ เป็นต้น

2. ป้องกันโรคเบาหวาน ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี ธาตุโครเมียม ซึ่งธาตุนี้ เมื่อร่างกายดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต

จะทำหน้าที่ในการจับฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนอินซูลิน คงตัวได้นานเกาะตามเซลล์ต่างๆของกล้ามเนื้อ

ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมได้ง่ายขึ้น

3. ป้องกันโรคมะเร็ง ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี กลุ่มวิตามินอี (Tocopherol,Tocotrienol), สเตอรอลจากพืช (Phytosterol),

แกมม่า-โอไรซานอล (Gamma-Oryzanol) ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti-Oxidant) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

4. ป้องกันโรคสายตา ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี โปรวิตามินเอ – เบต้าแคโรทีน ซึ่งสามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินเอได้

โดยเฉพาะโรคน้ำตาแห้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังบำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นเงางามและมีสุขภาพเล็บที่ดี

5. ป้องกันโรคสมองเสื่อม ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Omega3, กลุ่มวิตามินอี, แกมม่า-โอโรซานอล, Phospholipid ซึ่งสารดังกล่าวข้างต้น มีคุณสมบัติรักษาสมดุลของระบบประสาท บำรุงสมองเสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์

6. บำรุงผิวพรรณ ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี Linoleic Acid (Omega 6), Squalene (Ceramide Group) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวหนัง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวยืดหยุ่นลดริ้วรอย ป้องกันรังสี UV จากแสงแดด และช่วยปรับสภาพผิว ทำให้ดูขาวกระจ่างใส

7. ทำให้นอนหลับสบาย ในน้ำมันรำข้าวสกัดมีสารกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยทำให้นอนหลับสบาย ,ช่วยลดความเครียด

8. อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย ในน้ำมันรำข้าวสกัดมี วิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น โครเมียม, แมกนีเซียม, แมงกานีส, สังกะสี, ซีลิเนียม, เหล็ก, โปแตสเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบหัวใจ, ระบบประสาท, ระบบสมอง และอวัยวะอื่นๆ

สนับสนุนข้อมูลโดย 

นํ้ามันรําข้าว Vital Star เป็นน้ำมันรำข้าวยี่ห้อเดียวที่สกัดภายใน 24 ชั่วโมง (จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าพบว่า สาร Gamma Oryzanol ในรำข้าวและจมูกข้าวนั้น จะสลายตัวไปหากขัดสีข้าวแล้วเกิน 24 ชั่วโมง ดังนั้นจึงต้องใช้รำข้าวสดที่เก็บไว้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) และเป็นน้ามันรำข้าวยี่ห้อเดียวที่ญี่ปุ่นยอมรับ จึงมั่นใจได้ว่าปราศจากสารตกค้าง ผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐาน World Class ที่ได้การรับรองมาตรฐานการผลิต GMP มาตรฐานระบบการผลิตอาหารปลอดภัย HACCP มาตรฐานอาหารฮาลาล (HALAL) และโคเซอร์ (Kosher) ขึ้นทะเบียนรับรองจากองค์การอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย.) เลขที่ 11-1-10249-1-0001

ขณะนี้ได้ผ่านการรับรองคุณภาพจาก FDA. ของประเทศสหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น จึงมั่นใจได้ว่าคุณได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับสากล

ปริมาณการบริโภค นํ้ามันรําข้าว

– ป้องกันและช่วยให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงผิวพรรณ รับประทาน 2-4 แคปซูล/วัน

– ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย รับประทาน 4-6 แคปซูล/วัน

– เจ็บป่วย เนื้องอก มะเร็ง (Tumor, Cancer): 6-9 แคปซูล/วัน

เพื่อน ๆ หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเราจำเป็นต้องทานจำพวกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น Vitamin ต่าง ๆ

เพราะปริมาณความต้องการของร่างกายต่อวันเราไม่สามารถทานอาหารปกติให้ได้ครบ ดั้นนั้นหากร่างกายไม่ได้รับอย่างเพียงพอ

ก็ทำให้เซลล์ร่างกายทำงานหนัก เสื่อมโทรมเร็ว ไงครับ

ช่วงนี้อากาศแปรปรวนบ่อย เมื่อวานหนาวจับขั้วหัวใจ  วันนี้ แดดออก เริ่มจะร้อนอีกแล้ว  ไม่นับรวมกับมลภาวะในอากาศ  ควันบุหรี่  ควันจากท่อไอเสียรถยนต์  ยิ่งนับวันการใช้ชีวิตให้มีความสุขและการดูแลสุขภาพให้ดีก็ดูจะยากขึ้นทุกวัน  การดื่มน้ำมาก ๆ  ออกกำลังกาย  พักผ่อนให้เพียงพอ  เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ  ดูจะไม่เพียงพอไปซะแล้ว  เราคงต้องหาผู้ช่วยมาช่วยดูแลรักษาสุขภาพกันหน่อยแล้วละครับ

 

 

วันนี้ผมมาพูดถึง Vitamin C กันก่อนแล้วกันเพราะว่าเป็นวิตามินพื้นฐานที่ร่างกายต้องการในปริมาณมากพอสมควร

 

วิตามินซี นั้นช่วยกระตุ้นร่างกายให้สร้างเม็ดเลือดขาว  เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย  ป้องกันหวัด  และคุ้มกันร่างกายจากมลภาวะต่างๆ  ความเครียดในการทำงาน  และช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุการเสื่อมของเซลล์จึงช่วยลดโอกาสการเป็นต้อกระจก  หลอดเลือดอุดตัน  ไขข้อ  ความดันโลหิตสูง  

 

วิตามินซี ยังช่วยลดอาการภูมิแพ้  ลดคอเลสเตอรอลในเลือด  ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุเหล็ก  และยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็ง

ประโยชน์ของวิตามินซีในเรื่องของผิวพรรณ วิตามินซีช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย  ช่วยสังเคราะห์คอลลาเจน  ผิวกระชับ  มีความยืดหยุ่น  ป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด  ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน  และทำให้ริ้วรอยจากสิวลดลง  ข้อนี้คอนเฟิร์มเลยจ้า เพราะผู้เขียนก็ใช้วิตามินซีในการช่วยลดริ้วรอยจากสิว  สิวอักเสบน้อยลง  รอยจากสิวค่อยๆจางลง และก็ไม่ค่อยจะเป็นหวัดด้วยนะ

วิตามินซี มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ด้วยกระบวนการรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ให้คงอยู่ในร่างกาย

วิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยการไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง และต่อต้านการอักเสบ จึงทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น  ช่วยในการป้องกันเลนส์ตาจากอันตรายต่างๆ เช่น ควันบุหรี่ แสงอัลตร้าไวโอเลต สาเหตุโรคต้อกระจก

วิตามินซียังมีคุณสมบัติช่วยปกป้องเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกันสุขภาพและความแข็งแรงของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นและคอลลาเจน  ช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ  เพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ   ป้องกันไมเกรน   ช่วยลดความเครียด และยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกรดอะมิโนให้กลายเป็นสารในสมอง ซึ่งมีความจำเป็นต่อสมองและหน้าที่ของระบบประสาทด้วยและช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะประสิทธิภาพของเม็ดเลือดขาว สำหรับในเรื่องความสวย วิตามินซียังช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นด้วยนะครับ

วิตามินซี ตามธรรมชาติที่เราได้รับจากการรับประทานผักและผลไม้หลายชนิด เช่น  ผักหวาน  ผักโขม  ส้ม  มะนาว  ฝรั่ง  มะเขือเทศ  แต่การจะรับวิตามินซีให้ได้วันละ 1,000 มิลลิกรัมนั้นเป็นเรื่องยากทีเดียว คุณคงต้องกินส้มวันละประมาณ  4  กิโลกรัม  เพื่อให้ได้วิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม ไหวไม๊เนี่ย  เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซี ได้เอง  วิตามินซี ชนิดเม็ดจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอ

ในการเลือก วิตามินซี มารับประทานนั้นควรเลือก วิตามินซี ที่มีสารประกอ บวิตามินซีจากธรรมชาติ  เช่น  ซิตริน  ไบโอฟลาโวนอยด์ รูติและเอสเพอริดิน  เพื่อจะได้รับประโยชน์ใกล้เคียงวิตามินซี จากผักผลไม้

 

 

สนับสนุนข้อมูลดี ๆ จาก

 

เพื่อน ๆ ใครที่มีปัญหาในการนอนหลับ หลับไม่สนิท หลับไม่ลึก บ้างครับ ?

รู้หรือไม่ว่าการที่เราจะนอนหลับได้ลึก สนิท นั้นมีฮอร์โมนตัวหนึ่งชื่อ Melatonin (เมลาโตนิน) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้นอนหลับดี หลับลึก

Melatonin (เมลาโตนิน) เป็น ฮอร์โมนหลักที่สร้างจาก pineal gland ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาสมดุลของระดับ endocrine hormone, immune system integrity และ circadian rhythm (daily metabolic balance) ขณะนี้มีการนำMelatonin (เมลาโตนิน) มาศึกษาในการใช้ป้องกันอาการ jet-lag, seasonal affective disorder (SAD), depression และมะเร็ง

นอกจากนี้ยังพบว่าฮอร์โมนที่สกัดจาก pineal gland ประเภท polypeptide นี้มีแนวโน้มที่จะนำมาใช้ได้ในการยับยั้งการเกิด atherosclerosis, สามารถลดระดับ triglyceride ในเลือด, ปรับปรุงภูมิคุ้มกันของเซลล์

Pineal Gland ทำหน้าที่เปรียบเสมือนนาฬิกาชีวิตในร่างกาย (biological clock) โดย pineal gland จะผลิตสาร Melatonin (เมลาโตนิน) ออกมาในเวลากลางคืน ระดับMelatonin (เมลาโตนิน) ในกระแสโลหิตจะค่อยๆ สูงขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในเวลาประมาณตี 2 สำหรับวัยหนุ่ม-สาว ส่วนผู้สูงอายุ ระดับ Melatonin ในกระแสโลหิตจะขึ้นสูงสุดในเวลา ประมาณตี 3 และพบว่า ปริมาณ Melatonin สูงสุดที่หลั่งออกมาในกระแสโลหิตของผู้สูงอายุจะมีเพียงครึ่งหนึ่งของวัยหนุ่มสาว ยิ่งถ้าเราอายุยิ่งมากขึ้น ปริมาณการผลิต Melatonin ก็จะยิ่งลดลงโดยร่างกายยังลดลงเชื่อกันว่านี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ผู้สูงอายุมีปัญหาในการนอนไม่หลับมากกว่าคนหนุ่มสา

เราสามารถทาน Melatonin (เมลาโตนิน) ช่วยเสริมจากที่ร่างกายสร้างจะช่วยให้เรานอนหลับได้ดียิ่งขึ้น หรือกินเพื่อปรับนาฬิกาชีวภาพเราให้เข้าที่ก็ได้ และผลพลอยได้จากการทาน Melatonin (เมลาโตนิน) เป็นประจำคือ ป้องกันการเกิดมะเร็ง และยังช่วยชลอความแก่ (anti-aging) ซึ่งทุกวันนี้ผมทานเป็นประจำตลอด 2 ปีที่ผ่าน โดยไม่เคยบอกใครว่ามีเคล็ดลับอะไรในการดูอ่อนกว่าวัย

ขนาดรับประทาน : 1 แคปซูลก่อนจะเข้านอน สักประมาณ 30-60 นาที

ข้อแนะนำเพิ่มเติม : การรับประทานในแต่ละบุคคลควรปรับ dose ที่เหมาะสมสำหรับตนเอง โดยควรเริ่มรับประทานครั้งแรก 3 mg และหากพบว่า dose ขนาดนี้ทำให้หลับได้ดี แต่เมื่อตื่นเช้าจะมีอาการมึนงง ก็ควรลด dose ลงครึ่งหนึ่ง ในทางกลับกัน ถ้าพบว่า dose 3 mg ไม่สามารถทำให้หลับได้ดีก็ให้เพิ่มปริมาณของอีกคืนละ 3 mg จนกว่าจะได้ผลดีในการนอนหลับ โดยทั่วไปแล้วพบว่า dose ที่ให้ผลดีที่สุดอยู่ในระหว่าง 3 – 10 mg

Schiff : Melatonin 3 mg. 300 tableys@990.-

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น